หลายครั้งที่ครูหรือพ่อแม่อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมสอนไปแล้วลูกหรือลูกศิษย์กลับจำไม่ได้ ทั้งที่ตอนเรียนก็นั่งฟังเงียบ ดูเหมือนตั้งใจดีทุกอย่าง คำตอบของปริศนานี้ไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจของเด็ก แต่อยู่ที่ "วิธีการเรียนรู้" ที่ใช้ต่างหาก
แนวคิดที่ช่วยไขปริศนานี้ได้ดีคือเรื่องของระดับการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งวิธีการรับความรู้ออกเป็น 8 ระดับ ไล่จากวิธีที่ทำให้จำได้น้อยที่สุดไปจนถึงวิธีที่ทำให้จำได้แม่นยำที่สุด และความน่าสนใจคือ ยิ่งเด็กเป็นฝ่าย "รับ" ความรู้อย่างเดียว ก็ยิ่งจำได้น้อย แต่ยิ่งเด็กเป็นฝ่าย "ลงมือทำ" ด้วยตัวเอง ก็ยิ่งจำได้มากขึ้นตามลำดับ
วิธีการเรียนรู้สี่แบบแรกนี้มีจุดร่วมกันคือ เด็กไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำอะไรเลย เป็นเพียงผู้รับสารอยู่ฝ่ายเดียว ผลที่ตามมาคือความรู้ที่ได้มักอยู่ในความจำระยะสั้นเท่านั้น ลืมง่าย และไม่ฝังลึก
อันดับแรกคือการฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นวิธีที่พบบ่อยที่สุดในห้องเรียนแบบดั้งเดิม แต่กลับเป็นวิธีที่ทำให้จำได้น้อยที่สุดเพียงประมาณ 5% เท่านั้น ถัดมาคือการอ่านด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยให้จำได้ดีขึ้นเล็กน้อยราว 10% เพราะอย่างน้อยสายตาและสมองก็ได้ประมวลผลเนื้อหาเอง
ลำดับที่สามคือการใช้สื่อประกอบ ทั้งภาพและเสียง เช่น วิดีโอหรือภาพประกอบ ซึ่งช่วยดึงความสนใจและทำให้เข้าใจง่ายขึ้น จำได้ราว 20% และลำดับที่สี่คือการดูสาธิตหรือการทดลองให้ดู ซึ่งทำให้เห็นภาพการทำงานจริง ช่วยให้จำได้เพิ่มเป็น 30%
เมื่อข้ามมาสู่ครึ่งหลัง ความแตกต่างคือเด็กเริ่มเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้รับ" มาเป็น "ผู้กระทำ" และผลลัพธ์ด้านความจำก็พุ่งขึ้นอย่างชัดเจน
การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือทำงานกลุ่ม ช่วยให้เด็กได้ฝึกอธิบายความเข้าใจของตัวเองให้คนอื่นฟัง และได้ฟังมุมมองที่หลากหลายกลับมา ทำให้จำได้สูงถึง 50% ส่วนการลงมือปฏิบัติจริง เช่น การทดลองทำเองหรือฝึกทักษะด้วยตัวเอง จะช่วยให้จำได้มากถึง 75% เพราะร่างกายและสมองได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน
สำหรับวิธีที่ทรงพลังเป็นอันดับต้นๆ คือการสอนผู้อื่นหรือนำเสนอต่อสาธารณะ เพราะการที่จะสอนใครสักคนได้ดี ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้เสียก่อน วิธีนี้ช่วยให้จำได้ถึง 90% และลำดับสุดท้ายซึ่งทำให้จำได้เกือบสมบูรณ์แบบเกือบ 100% คือการวิจัย ค้นคว้า และพัฒนาความรู้ด้วยตัวเอง เพราะเป็นกระบวนการที่ผู้เรียนต้องคิด วิเคราะห์ ทดลอง และสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองทั้งหมด
ข้อคิดสำคัญที่ครูและผู้ปกครองนำไปปรับใช้ได้ทันทีคือ การลดสัดส่วนของการ "พูดให้ฟัง" หรือ "ทำให้ดูเฉยๆ" และเพิ่มโอกาสให้เด็กได้ "ลงมือทำเอง" ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามชวนคิด การให้ทำงานเป็นกลุ่ม การให้ฝึกปฏิบัติจริง หรือแม้แต่การให้เด็กลองอธิบายสิ่งที่เพิ่งเรียนมาให้คนในบ้านฟัง เช่น ให้ลูกสอนน้อง หรือเล่าให้พ่อแม่ฟังว่าวันนี้เรียนอะไรมาบ้าง
วิธีง่ายๆ เหล่านี้ไม่ได้ต้องใช้อุปกรณ์หรืองบประมาณพิเศษ แต่อาศัยเพียงการปรับมุมมองว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการนั่งฟังเฉยๆ แต่เกิดจากการได้คิด ได้พูด และได้ลงมือทำด้วยตัวเอง
ทั้งนี้ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่ใช้อธิบายแต่ละระดับเป็นแนวคิดที่เผยแพร่กันอย่างแพร่หลายมานาน แต่นักการศึกษาบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่มีงานวิจัยต้นฉบับที่ยืนยันตัวเลขเหล่านี้อย่างชัดเจน จึงควรมองเป็นหลักการกว้างๆ ที่ช่วยตอกย้ำว่า การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ให้ผลดีกว่าการรับฟังเพียงอย่างเดียว (Passive Learning) มากกว่าจะยึดตัวเลขเป๊ะๆ เป็นข้อเท็จจริงตายตัว